ข้อมูลด้านการใช้ยา ของคนไทย

ข้อมูลด้านการใช้ยา ของคนไทย
เมืองไทยมีมูลค่าการบริโภคยาราวๆ ร้อยละ 41 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากยิ่งกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเสียอีก ซึ่งประเทศเหล่านั้นมีค่าใช้จ่ายด้านยาต่อค่าใช้จ่ายสุขภาพเพียงแค่ปริมาณร้อยละ 10-20 เท่านั้น ข้อมูลที่ได้มาจากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัย จากการบริโภคยาอย่างไม่เหมาะสมในทุกระดับอีกทั้งในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน การใช้ยาในชุมชนโดยยิ่งไปกว่านั้นยาที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ยาต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์ ยาชุด ฯลฯ

โดยในปี 2555 มีงานศึกษาวิจัยพบว่า คนเจ็บ 19.2 ล้านคนมียาในครอบครองเกินความจำเป็นไปมาก รวมทั้งเมืองจะต้องสูญเสียงบประมาณจากการมีไว้ในครอบครองยาเกินจำเป็นราว 2,370 ล้านบาท/ปี

ชัยณรงค์ สังข์จ่าง ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข มีความเห็นว่า วัตถุประสงค์ของการใช้ยามีเหตุผลเป็นการมุ่งให้ประชากรใช้ยาโดยสวัสดิภาพ แม้กระนั้นปัญหาหลักของการใช้ยาเป็นความนึกคิดความรู้สึกของคนภายในชุมชน การใช้ยาสำหรับในการฆ่าเชื้อเป็นความเชื่อแบบผิดๆ ของคนส่วนมาก เลยจำต้องแก้ไขที่สาเหตุสำคัญ ไม่ใช่เน้นที่หน่วยงาน อาทิเช่น จำต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางความคิด เน้นย้ำงานติดต่อสื่อสาร งานในพื้นที่ แล้วหน่วยงานอื่นๆ ก็จะขยับตาม

หลบหลีกการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผล เพื่อแก้ปัญหาดื้อยา
พวกเราสามารถหลบหลีกปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดื้อยาได้อย่างง่ายๆ ด้วยตนเอง โดยการขอคำแนะนำหมอ หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาทุกครั้ง แม้มีปัญหานิดๆ หน่อยๆ ดังเช่นว่า ปวดหัว สามารถรับประทานยาแก้ปวดได้ แต่ว่าควรจะกินตามขนาดของยาที่ระบุ ยกตัวอย่างเช่น 1 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง และไม่ควรจะรับประทานต่อเนื่องกันเกิน 5 วัน ถ้ายังไม่หายดีควรจะเจอหมอเพื่อตรวจสุขภาพอย่างประณีต ยิ่งไปกว่านี้การรับประทานยาอย่างรอบคอบ เช่น ยาแก้อักเสบ ยาสำหรับใช้ในการฆ่าเชื้อต่างๆ ไม่สมควรซื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด เพราะว่าถ้าหากรับประทานยาในระหว่างที่มิได้มีเชื้อโรคให้ฆ่า หรือไม่ได้มีลักษณะอาการอักเสบอะไร จะมีผลให้มีการดื้อยาตามมาได้

วิธีดูแลรักษาเครื่องช่วยฟังให้มีการใช้งานได้นานกว่าเดิม

เนื่องจากเครื่องช่วยฟังในปัจจุบันนี้มีขายกันมากมาย ดังนั้นส่วนใหญ่มักจะมีการใช้งานที่ค่อนข้างจะหมดอายุเร็วกว่ากำหนด ซึ่งถ้าหากเรามีวิธีการใช้งานที่ผิดไปจากวิธีใช้หรือมีการดูแลที่ผิดๆนั้น จะส่งผลให้การใช้เครื่องช่วยฟังหมดสภาพในการใช้งานที่เร็วขึ้นได้อย่างแน่นอน

หลักการง่ายๆที่ช่วยให้เครื่องช่วยฟังมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น

เรามักทราบกันดีเกี่ยวกับเรื่องของอายุการใช้งานของเครื่องช่วยฟังดี ซึ่งจะมีหลากหลายเหตุผลด้วยกันที่ก่อให้เกิดการเสื่อมสภาพง่าย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็มีเรื่องของรุ่น แบรนด์ พฤติกรรมในการใช้การเก็บรักษา และรวมไปถึงการดูแลเครื่องช่วยฟังอีกด้วย 

ซึ่งการดูแลอย่างถูกวิธีหรือการใช้งานแบบมีการทะนุถนอมก็เป็นส่วนที่จะสามารถช่วยในการยืดอายุในการใช้งานได้เป็นอย่างดีอีกนะ ซึ่งในบทความนี้เราจะขอแนะนำเคล็ดลับในการดูแลเครื่องช่วยฟังอย่างถูกวิธีให้แก่ท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องช่วยฟังให้ดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้มีเครื่องช่วยฟังไว้ใช้นานๆ

การเก็บรักษาอุปกรณ์ไว้ในที่เหมาะสม

การเก็บอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังนั้นไม่ใช่ว่าจะวางไว้ตรงไหนก็ได้ หรือสามารถวางทิ้งไว้มั่วๆได้ เพราะเครื่องช่วยฟังนั้นเป็นแนวอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งไม่ควรวางไว้ในเขตที่มีอุณหภูมิที่ค่อนข้างชื้น เพราะจะก่อให้เกิดการเสียหายขึ้นได้ ดังนั้นเราควรเก็บเครื่องช่วยฟังเหล่านี้ไว้ในสถานที่ที่มีอากาศแบบเป็นการถ่ายเทสะดวก หรือเก็บไว้ในพื้นที่แห้ง 

ซึ่งข้อห้ามที่ไม่ควรทำเด็ดขาดนั้นก็คือ ไม่ควรนำเครื่องช่วยฟังไปไว้ใกล้บริเวณที่เป็นพื้นที่ชื้นหรือเปียก และไม่ควรใช้กระดาษไม่ว่าจะเป็นกระดาษอะไรก็ตาม ห้ามนำมาห่อหุ้มโดยเด็ดขาด

ห้ามนำเครื่องช่วยฟังโดนน้ำหรือห้ามนำไปล้างน้ำโดยเด็ดขาด

อุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการทำเครื่องช่วยฟังนั้น ล้วนเป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหนก็ตาม ซึ่งข้อห้ามที่เราต้องระวังและไม่ควรทำป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือห้ามโดนน้ำหรือห้ามนำอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังนี้ไปล้างน้ำโดยเด็ดขาด เพราะหากมีการเปียกน้ำหรือมีการเปียกชื้นอาจจะก่อให้เกิดการช็อตกับเครื่องช่วยฟังของคุณ

การแก้ไขหากมีการเปียกน้ำหรือโดนน้ำ หากเครื่องช่วยฟังของคุณมีการโดนน้ำหรือเปียกน้ำให้คุณรีบเช็ดทำความสะอาดในทันที ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการรีบนำถ่านหรือแบตออกมาเช็ดทำความสะอาดให้แห้งให้เร็วที่สุด

วิธีการรักษาเครื่องช่วยฟังที่ง่ายที่สุดและเป็นการปลอดภัยที่สุดนั้น สามารถทำได้โดยการใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาด โดยไม่ต้องใช้นำยาอะไรทั้งสิ้น และควรเช็ดให้เบามือเท่าที่จะทำได้

การดูแลตนเองให้ห่างไกลโรคไขมันพอกตับและโรคต่างๆ

เนื่องจากเรามีคนสนิทใกล้ชิดและคนรอบๆข้าง หรืออาจจะเป็นคนที่เรารักและเคารพอาจจะเป็นความดันโลหิตสูงและ ไขมันพอกตับ ซึ่งเราจะมีวิธีรักษาหรือดูแลคนที่เรารักด้วยวิธีไหนได้บ้าง เรามาหาวิธีดูแลบุคคลที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงกันดีกว่า

ก่อนอื่นเราต้องทราบในเรื่องของอาการของคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเสียก่อนว่าพวกเขาเป็นโรคความดันจากสาเหตุไหน ซี่งสาเหตุที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะเป็นโดยกรรมพันธุ์ สภาพแวดล้อม

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตสูงด้วยสาเหตุใดก็ตาม แต่การที่เรากินยาเพื่อทำการรักษานั้นไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาโดยตรงเพราะเป็นการรักษาหรือช่วยเยียวยาเท่านั้น เพราะหากมีการหยุดทานยาอาการเกี่ยวกับความดันโลหิตสูงก็จะกลับมาในทันที

หากมีการรักษาความดันหรือกระทำการใดๆก็ตามที่ทำให้ความดันอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติอยุ่ตลอดเวลา จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอื่นๆได้อีกด้วย

อย่างที่ทราบกันดีว่าการเป็นความดันโลหิตสูงนั้น ไม่มีอาการใดๆที่จะสื่อว่าเป็นโรคเลย ซึ่งนั้นก็จะทำให้เราเกิดความรักษาที่ลำบาก ต้องคอยสังเกตุตนเองอยู่เสมอว่าเรานั้นมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น หากมีอาการที่ผิดปกติก็ควรรีบทานยาเพื่อรักษาอาการความดันในทันที

วิธีการรักษาโรคความดันนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน

  • การรักษาโดยการใช้ยาเพื่อการรักษา
  • การรักษาโดยไม่ต้องพึ่งยาในการรักษา

การรักษาโดยทั่วไปหากรู้ว่าตนเองเป็นโรคความดันโลหิตสูงนั้น ก็มักจะรักษาอาการด้วยการทานยา ตามคำสั่งของแพทย์ และเป็นการดูแลและควบคุมอาการไปด้วย

แต่สำหรับการรักษาโดยที่ไม่ต้องพึ่งยานั้น เรสามารถรักษาด้วยตนเองได้ด้วยวิธีการ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก ไม่ทำให้ตนเองเครียดจัด ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ และควรหลีกเลี่ยงอาการที่ประกอบไปด้วยรสชาติที่จัดจ้าน หรือมีรสเค็มจัด

ผู้สูงอายุนั้นมีการรักษาโรคนี้ได้ค่อนข้างยากกว่าวัยอื่นๆ แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะต้องดูแลเพราะเป็นการดูแลที่ค่อนข้างยากพอสมควร ซึ่งการรักษาผู้สูงอายุนั้นจะต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง นันก็รวมไปถึงการทานยาและการควบคุมน้ำหนักสำหรับวัยสูงอายุนี้ด้วย เพราะพวกท่านไม่ได้แข็งแรงอย่างวัยรุ่นๆอย่างเรา การจ่ายยาหรือการให้ออกกำลังกายมากเกินไปจึงไม่สใมควร เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้ดีขึ้นแต่ผลอาจจะทำให้แย่ลงหรือทรุดลงได้นั่นเอง

พฤติกรรมทำลายสมองที่คุณอาจทำจนเคยชิน

พฤติกรรมทำลายสมองที่คุณอาจทำจนเคยชินกับมัน จนในที่สุดก็กลายเป็นนิสัยที่คุณอาจเลิกไม่ได้ ทั้งนี้พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้คุณมีความสุ่มเสี่ยงเป็นโรคต่างๆ เกี่ยวกับสมอง และกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นวันนี้เราจึงมีพฤคิกรรมเสี่ยงมาเตือนคุณ จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย
1. กิน-ดื่มมากจนเกินพอดี
กินเก่งแล้วมันผิดตรงไหน ใครๆ ก็ชอบการที่ได้กินของอร่อยๆ ทั้งนั้น คำตอบของคำถามนี้ก็คือ ไม่ผิด หากกินอยู่ในความพอดี เพราะถ้ากินจนเกินความต้องการของร่างกาย จะกลายไปเป็นพลังงานส่วนเกินส่งผลเสียต่อสุขภาพ และการบริโภคอาหารเครื่องดื่มจนมากเกินไปไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย ระบบประสาทและสมอง จากผลวิจัยของสถาบันการแพทย์ Mount Sinai School of Medicine นั้นระบุว่า การกินดื่มที่มากเกินความต้องการของร่างกายนั้น ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินในร่างกายทำงานผิดปกติ และอาจเป็นการนำไปสู่โรคอ้วนหรือเบาหวานได้

2. ทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน
ด้วยการทำงานในปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขัน และมีความเข้มข้นสูง เพราะฉะนั้นการที่มีคนที่มีความสามารถทำงานได้หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน มันช่างตอบโจทย์การทำงานเสียจริง เพราะฉะนั้นในปัจจุบนจะพบคนประเภทนี้เยอะมาก โดยที่มองว่ามันเป็นเรื่องปกติ เป็นสกิลที่คนทำงานต้องมี แต่ความเป็นจริงนั้นมันกลับทำร้ายสุขภาพอย่างยิ่ง มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดระบุว่า การทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันเปรียบเสมือนการใส่ยาพิษทีละน้อยให้กับสมองของคุณเอง จากงานวิจัยนั้นพบว่า คนที่ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน หรือ รับข้อมูลจากสังคมดิจิทัลหลายทางในทุกๆวัน จะมีปัญหาในเรื่องของความจำ เมื่องานนั้นผ่านพ้นไปแล้วจะไม่สามารถจดจำรายละเอียดที่สำคัญได้ ซึ่งจะแตกต่างจากคนที่ทำงานอย่างเดียวให้เสร็จแล้วค่อยทำงานอย่างอื่นต่อ ซึ่งจะจำในรายละเอียดของงานที่ทำได้ดีกว่า

หยุดพฤติกรรมกระตุ้นความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร? “ความดันโลหิตสูง” ไม่มีลักษณะอาการที่ตายตัวนัก แต่มันมักจะมาพร้อมกับโรคอื่น เช่น โรคหัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวาย ตามัว เป็นต้น “ความดันโลหิตสูง” จะมีความอันตรายมากหากไม่รักษา และไม่ดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อโรค และนำไปสู่โรคแทรกซ้อนมากมาย

สาเหตุของการมีความดันโลหิตสูงเกิดขึ้น เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเที่ยวโดยดื่มหนักหรือสูบบุหรี่หนัก หรือแม้กระทั่งการอยู่ในที่ที่มีการสูบบุหรี่ ซึ่งเราก็จะได้สูดดมควันเหล่านั้นเข้าไปด้วย จากสถิติพบว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ช่วงอายุ 45 ปี ส่วนผู้หญิงจะพบในช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป จริงๆ แล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงสามารถถูกส่งต่อผ่านทางพันธุกรรมได้อีกด้วย

สาเหตุที่ไปกระตุ้นความดันโลหิต
– ในผู้ที่มีกำลัง อ้วนลงพุง จะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นคือภาวะหลอดเลือดตีบแคบและไปกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
– ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ไม่ดูแลรักษาสุขภาพจนกลายโรคเบาหวาน จะยิ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น ความดันโลหิตก็มีโอกาสสูงขึ้นได้อีก
– การสูบบุหรี่จะยิ่งทำให้อาการแย่ลงไปอีก เพราะสารเคมีในบุหรี่จะไปทำลายผนังหลอดเลือดแดงได้ เป็นสาเหตุให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
– การดื่มแอลกอฮอล์และความเครียด รวมถึงโรคเรื้อรังก็มีส่วนด้วยเช่นกัน
– การกิน เป็นอีกสาเหตุสำคัญ ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ ได้แก่..
• วิตามินดี การรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีน้อยไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง
• อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำเข้าไปมากและเกิดภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราว
• อาหารที่มีโพแทสเซียมน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถรักษาระดับของโซเดียมในเซลล์ได้ ทำให้เกิดภาวะโซเดียมเกินในเลือด

ตับต้องการการดูแลจาก Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

ตับต้องการการดูแลจาก Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

ตับของเราเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก และยิ่งไปกว่านั้นตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการบำรุงตับหรือดูแลตับจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดอีกด้วย หากเราเป็นโรคตับเราควรทำอย่างไรดี จะดูแลตนเองอย่างไร

วิธีการดูแลตัวเองหลังรู้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับตับ

ก่อนอื่นอธิบายถึงเรื่องของการค้นพบตับอักเสบบีนั้น เราสามารถพบได้ที่ของเหลวในผู้ติดเชื้อด้วยการตรวจจาก การตรวจเลือด น้ำอสุจิ และของเหลวในช่องคลอด และด้วยวิธีอื่นๆได้อีกหลายอย่าง การติดต่อด้วยวิธีการต่างๆนั้นเราเกิดจากที่ของเหลวในร่างกายของผู้ที่เป็นโรคผ่านเข้ามาในร่างกายของเราหรือคนอื่นๆ และถึงแม้ว่าของเหลวเหล่านั้นจะผ่านเข้ามาได้ปริมาณที่น้อยมากจนคนเรามองไม่เห็นก็ตาม แต่สำหรับเชื้อโรคนั้นก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสได้อย่างแน่นอน ยิ่งสำหรับบุคคลที่มีอายุน้อยมากเท่าไหร่ในตอนที่ได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปอีก ซึ่งการดูแลหลังจากนี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก

เมื่อไม่ทำการรักษาแบบต่อเนื่องจะทำให้โรคโตขึ้นไปด้วยหรือไม่

จากกรณีนี้แล้วส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคเหล่านี้มาจากการคลอดบุตร เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มักจะติดต่อจากแม่ที่มีเชื้อนี้อยู่แล้วไปสู่ทารกของตน ซึ่งจะพบมากในประเทศที่กำลังพัฒนาในระหว่างช่วงของวัยเด็ก จากเด็กคนหนึ่งไปสู่เด็กอีกคนอาจจะเกิดขึ้นได้จากแผลต่างๆหรือจากทางน้ำลายก็เป็นได้

ส่วนบุคคลในวัยที่เป็นผู้ใหญ่หรือที่เรียกว่าโตๆนั้น ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอักเสบบีได้ด้วยวิธีติดต่อกัน มาจาก การมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้ หรืออาจจะเป็นผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี โดยจากการไม่สวมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน หรืออาจจะเกิดขึ้นด้วยการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสหรือผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี

โรคตับอักเสบบี ติดต่อโดยการใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้อื่น เช่น

การใช้แปรงสีฟันร่วมกัน การใช้มีดโกน หรือการของใช้อื่นๆที่มีเลือดติดอยู่ การใช้อุปกรณ์สักที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธีหรือสะอาด หรือผ่านวิธีการรักษา แบบฝังเข็ม และคนเราไม่สามารถติดโรคตับอักเสบบีได้จาก การไอ การกอด แมลงกัดต่อย ให้ห้องน้ำร่วมกัน สระว่ายน้ำ เป็นต้น หากเรากลัวการเกิดโรคเกี่ยวกับตับ ก็ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควรออกกำลังกายบ้าง ที่สำคัญต้องทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ เพื่อเป็นการช่วยอีกทางหนึ่ง

กินได้ กินดี กินต้านมะเร็ง

แม้ว่าความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่เห็นได้อย่างแน่นอนจะเป็นในส่วนของเรื่อง “กรรมพันธุ์” เมื่อพบว่าในครอบครัว หรือแม้กระทั่งเครือญาติมีผู้เป็นโรคมะเร็ง เราก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งชนิดนั้น ทั้งนี้นอกเหนือจากกรรมพันธุ์ การใช้ชีวิต วิถีชีวิต และอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของโรค แต่รับรองได้ว่าหากเราได้ทานอาหารตามคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นซึ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

9 วิธี กินเพื่อ “ต้านมะเร็ง”

  1. รับประทานผักให้หลากสีเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางคุณค่าอาหารให้แก่ตัวเอง
  2. รับประทานผลไม้เป็นประจำ เพราะในผลไม้มีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหารซึ่งจะช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย
  3. รับประทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือมีการขัดสีน้อย เพื่อให้คงคุณค่าทางโภชนาการไว้และคงเส้นใยจากธัญพืชซึ่งจะช่วยขับสารที่เป็นโทษต่อร่างกายออกไป และลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งทางเดินอาหาร และมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เป็นต้น
  4. เพิ่มขั้นตอนในการทำอาหารโดยใช้เครื่องเทศให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับแร่ธาตุ วิตามิน และสารประกอบอื่นๆ เช่น พริกไทย พริกแห้ง ขิง ขมิ้น อบเชย ยี่หร่า ลูกผักชี กระวาน กานพลู เป็นต้น
  5. รับประทานน้ำผักผลไม้ เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (ทานพร้อมกากจะดีที่สุด)
  6. ปรุงอาหารให้ถูกวิธี เช่น ไม่ทำการปิ้งย่างอาหารประเภทเนื้อสัตว์จนไหม้เกรียม ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด และไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเลวจากพืช และจากสัตว์
  8. ลดการบริโภคเนื้อแดงเพราะมีไขมันอิ่มตัวสูง
  9. ลดการบริโภคอาหารหมักดอง เพราะอาจทำให้ได้รับโซเดียมมากเกินไป

การรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการข้างต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง แต่สำหรับในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งอยู่แล้ว รวมถึงคนที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็ง (จากกรรมพันธุ์) ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องร่วมด้วย

งดเหล้า ไม่หักดิบ ไม่เสี่ยง

ย่างเข้าสู่ช่วงเข้าพรรษามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เริ่มเห็นหลายคนจริงจังและเข้าร่วมกิจกรรม พักตับ งดเหล้าเข้าพรรษา โดยหลายคนใช้โอกาสนี้งดเหล้าเป็นประจำทุกปี และสิ่งที่น่ายินดีคือสามารถต่อยอดจากการงดเหล้า 3 เดือน เป็นเลิกดื่มเหล้าตลอดชีวิต
เป็นที่รู้กันว่า ตับ คืออวัยวะที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดื่มเหล้า แต่อาจารย์นายแพทย์ธีรยุทธ บอกว่า การดื่มเหล้าไม่ได้ส่งผลเสียกับตับเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงอวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ มะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น

เมื่อช่วงปลายเดือนก่อน มีหลายสำนักข่าวนำเสนอข่าวการเสียชีวิตหรือผลกระทบที่เกิดจากการหักดิบ งดเหล้า วันนี้จะมาคลายข้อสงสัยและแนะนำถึงวิธีการ งดเหล้าอย่างปลอดภัย

อาจารย์นายแพทย์ธีรยุทธ อธิบายว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์สามารถแบ่งได้ เป็น 3 กลุ่ม คือ

1) ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ ผู้ที่นาน ๆ ครั้ง จะดื่มเหล้าหรือดื่มบ้างเล็กน้อย

2) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง คือ ผู้ที่ดื่มเหล้าแล้วเกิดปัญหา เช่น เมาแล้วขับ

3) ผู้ที่มีภาวะติดแอลกอฮอล์ คือผู้ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ คนกลุ่มนี้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์

อาการขาดเหล้า
แอลกอฮอล์เป็นสารประเภทกดประสาท ทำให้ไปกดสมอง เมื่อหยุดดื่มทำให้สมองตื่น ระบบประสาทจะทำงานเยอะ ส่งผลให้มีอาการต่างๆ โดยอาการขาดเหล้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.อาการขาดเหล้าแบบธรรมดา จะมีอาการมือสั่น ใจสั่น วิตกกังวล คลื่นไส้อาเจียน หงุดหงิด กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ มีอาการมากที่สุดในช่วง 2-3 วันแรก หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ ลดลงและหายไปเอง หากไม่กลับไปดื่มเหล้าอีก

2.อาการขาดเหล้าแบบรุนแรง จะมีอาการทางจิต เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน หลงผิด ชัก บางรายมีอาการสมองสับสน เพ้อคลั่ง หงุดหงิดมาก กระสับกระส่ายอย่างมาก ไม่รับรู้วันเวลา สถานที่ และบุคคล สมองเสื่อมชั่วขณะ อาการดังกล่าวเป็นภาวะที่อันตรายมาก ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

วิธีการเลิกเหล้า
ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาที่มีพลัง ทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ คนไทยประหยัดเงินได้ เวลาแห่งความสุขก็เพิ่มมากขึ้น อุบัติเหตุก็ลดลง แต่ระวังเรื่องการหักดิบ ถ้าคนที่ติดสุราหนัก ๆ แล้วเลิกทันทีก็อาจมีอันตรายได้ เพราะเหล้าไม่เหมือนบุหรี่ บุหรี่หักดิบได้ ถ้าเหล้าติดหนักๆ จะหักดิบไม่ได้ ต้องปรึกษาแพทย์ ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้วิธีเลิกเหล้าที่ถูกต้อง เพราะแต่ละคนมีภาวะการดื่มแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกัน

แบบที่ 1 วิธีการเลิกเหล้า 9 ขั้นตอน หรือวิธีการหยุดดื่มด้วยตนเอง (หักดิบ) วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเหล้า โดยมีวิธีการดังนี้

กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าเลิกเหล้าเข้าพรรษา ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร

ตั้งจิตอธิษฐานโดยใช้เจตนาอันแรงกล้า “จะเลิกเหล้า” กำหนดวันแล้วหยุดดื่มได้ทันที และเฝ้าระวังอาการขาดเหล้าของตนเอง (จริงๆ แล้ว ควรค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มให้น้อยลงไปเรื่อย ๆ ก่อนจะถึงกำหนดวันหยุดดื่มจริง เพื่อลดปัญหาอาการขาดเหล้า)

เตรียมคิดล่วงหน้า ทำอย่างไรให้ไม่นึกถึงเหล้าอีก และฝึกปฏิเสธ ว่าไม่ดื่มเหล้า

หากิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น เล่นดนตรี เล่นกีฬา พักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัว

บอกคนที่คุณรัก และเพื่อนๆ ของคุณ ให้ทราบว่าคุณจะเลิกเหล้าและขอกำลังใจจากคนรอบข้าง

ลงมือทำเดี๋ยวนี้ คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องไม่ใช่คนรีรอ หรือรอเดี๋ยว การลงมือทำ เป็นจุดเริ่มต้นของการไปสู่เป้าหมายทันที

สร้างความสุขง่าย ๆ ด้วยตัวเอง เช่น ผ่อนคลายโดยการหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ยิ้มกว้าง ๆ หัวเราะดัง ๆ ฟังเพลงในสไตล์ที่ชอบ หรือร้องคาราโอเกะกับครอบครัวในบ้าน ตื่นแต่เช้ารดน้ำต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง แล้วยิ้มให้กับตัวเองว่า วันนี้จะเป็นอีกวันที่เรางดดื่มเหล้าได้ ไปตักบาตรหรือทำบุญสังฆทานร่วมกับครอบครัว เป็นต้น

ดูแลตนเองเป็นอย่างดีในช่วงหยุดดื่มเหล้า กล่าวคือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกออกกำลังกายให้เหมาะกับวัย

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากมีความกังวลหรือพยายามเลิกแต่ไม่สำเร็จ สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถานบำบัดจากทั่วประเทศ

แบบที่ 2 วิธีการเลิกเหล้าด้วยการใช้ยาบำบัด
การเลิกเหล้าด้วยการพบแพทย์ ถือเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากกว่ากลุ่มดื่มแบบติด โดยสามารถไปขอคำปรึกษาเพื่อรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีจิตแพทย์ประจำอยู่ หรือติดต่อแผนกจิตเวช หรือคลินิกบำบัดสุราและยาเสพติดใกล้บ้าน

นับว่า ช่วงสามเดือนของการเข้าพรรษานี้เป็นฤกษ์งามยามดีในการที่จะหันกลับมาพักใจพักกายตัวเองโดยการหยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้ร่างกายและจิตใจได้พัก ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันดีสำหรับคนที่จะหยุดเหล้าต่อไป เพราะการงดเหล้าเข้าพรรษา เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมากมาย เช่น ได้เงินเก็บ ได้รักษาสุขภาพ ได้ความปลอดภัย และได้แสดงความรักกับคนรอบข้าง

ย้ำกันอีกครั้งว่า ในการงดเหล้า ผู้ที่ดื่มแบบนาน ๆ ครั้ง ตอนที่หยุดดื่มอาจไม่มีอาการอะไร คงไม่มีปัญหาในการหยุดดื่มเหล้าด้วยตนเอง ผู้ที่จำเป็นต้องพึ่งแพทย์ คือ ผู้ที่ดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน ดื่มหนัก ๆ มาเป็นปี ๆ ดื่มแทบทุกวัน ตอนที่หยุดดื่มด้วยตัวเองแล้วมีอาการไม่สบายตัวควรจะพึ่งแพทย์ จะได้ปลอดภัยและหักดิบแบบไม่เสี่ยง

รีเฟรชตัวเองให้สดชื่นตลอดเวลา

การอดนอน เป็นภัยร้ายต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอดนอนเป็นเวลานาน ก็จะมีการส่งสัญญาณเตือนของโรคร้ายบางอย่างตามมา โดยอาจจะเริ่มต้นจากความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดหายใจขณะหลับ, อาการชักและความผิดปกติทางด้านการเคลื่อนไหว วันนี้เราจึงมีเทคนิคดีๆ มาฝากสำหรับผู้ที่อดนอนบ่อยๆ ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพร่างกายที่แจ่มใสมากขึ้นแม้ว่าจะต้องอดนอน

1.ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นให้เพียงพอ
เมื่อใดก็ตามที่คุณจำเป็นต้องอดนอน มื้อเย็นของวันนั้นให้คุณรับประทานให้เต็มที่ โดยอาหารที่เหมาะสมสำหรับคุณในช่วงนี้ก็คือ อาหารประเภทที่ย่อยง่าย อุ่นร้อนเวลารับประทาน เช่น ข้าวต้ม, โจ๊ก, ซุปร้อน, ต้มยำ อาหารประเภทนี้จะช่วยให้คุณเกิดความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังงานที่เพียงพอ และทำให้คุณพร้อมรบกับการอดนอนได้เป็นอย่างดี

2.ไม่ดื่มกาแฟหลังเที่ยงคืน
หลายคนที่จำเป็นต้องอดนอน มักจะเลือกวิธีทำให้ตาสว่างด้วยการดื่มกาแฟ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมนัก โดยเฉพาะการดื่มกาแฟหลังเที่ยงคืน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องนอนจริงๆ ก็จะนอนไม่หลับ อีกทั้งยังเป็นผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญอีกด้วย

3.อาบน้ำอุ่นหลังจากตื่นนอน
การอาบน้ำด้วยอุณหภูมิอุ่นๆ หลังจากตื่นนอน จะช่วยให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย ขจัดความอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นออกไปได้ โดยวิธีการที่เหมาะสมก็คือ ให้เริ่มต้นด้วยอาบด้วยน้ำอุ่น จากนั้นตามด้วยน้ำเย็น จะทำให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่ามากกว่าเดิม

4.ตื่นนอนตามเวลาปกติ
ไม่ควรชดเชยร่างกายจากการอดนอนด้วยการตื่นสาย เพราะจะทำให้เกิดความเหนื่อยล้ามากขึ้นกว่าเดิม ผู้ที่อดนอนควรตื่นตามเวลาปกติ สมองจะเกิดการตื่นตัวอย่างเหมาะสม ทำให้ระบบฮอร์โมนต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติมากยิ่งขึ้น

5.เสริมสร้างความกระปรี้กระเปร่าด้วยอาหาร
อาหารที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกายหลังจากอดนอน ประกอบไปด้วย ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ปรับสภาพร่างกายที่อ่อนเพลียให้สดใส มีแรงมากกว่าเดิม

สำหรับใครที่จำเป็นต้องอดนอนเพื่อเคลียร์งาน หรือดูหนังดูซีรี่ส์จนดึกจนดื่น สามารถนำเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้เพื่อเยียวยาร่างกายให้กลับมามีสุขภาพที่สดใส แข็งแรง ห่างไกลโรคร้ายที่อาจจะมาเยือนได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรอดนอนบ่อยๆ เพราะจะเป็นทางลัดในการทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงได้เร็วกว่าเดิม ดังนั้นควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียง จะดีต่อสุขภาพของคุณมากที่สุด

ไขมันในเลือดสูงเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง ?

สำหรับโรคภัยที่คนเรากลัวนักก็มักจะมีอยู่หลายโรคเหมือนกัน อย่างเช่น โรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกายก็ต้องบอกว่าสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น จึงทำให้โรคที่มีชื่ออยู่ในหมวดหมู่โรคร้ายน่ากลัวยิ่งขึ้นไป แต่ทว่าก็ไม่ได้บอกว่าโรคอื่นที่คนมองข้ามคิดว่าไม่ร้ายแรงจะไม่ร้ายแรงเพียงแค่บางคนไม่ใส่ใจเท่าไหร่จึงไม่พูดถึงความร้ายแรงของมัน อย่างเช่น ไขมันในเลือดสูง ถ้าหากเป็นก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายตามมาได้อย่างมากมาย ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามการดูแลตนเองทั้งสิ้น

คนเราเป็นโรคตับอักเสบได้อย่างไร

โรคตับอักเสบบีจะสามารถพบได้ในพวกของเหลวในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อเป็นโรคตับอักเสบบี เช่น ในเลือด น้ำอสุจิ และของเหลวในช่องคลอด การที่คนเราจะสามารถติดโรคตับอักเสบบีได้นั้นเกิดจากที่ของเหลวในร่างกายของผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบบีผ่านเข้ามาในร่างกายของเราหรือคนอื่นๆ

ถึงแม้ว่าของเหลวนั้นจะผ่านเข้ามาน้อยมากจนคนเราแทบของไม่เห็น เชื้อโรคนั้นก็สมารถแพร่เชื้อไวรัสได้แน่นอน คนที่มีอายุน้อยมากเท่าไหร่ในตอนที่ได้รับเชื้อโรคตับอักเสบบีเข้าไปในร่างกาย จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นเท่านั้น

 โรคจะกลายเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้องรังเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

จากกรณีนี้ส่วนใหญ่เกิดเป็นโรคนี้จากการคลอด เชื้อไวรัสตัวนี้จะติดต่อจากแม่ที่เป็นโรคอยู่แล้วไปยังทารถที่พึ่งคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบประเทศที่กำลังพัฒนาในช่วงวัยเด็ก จากเด็กคนหนึ่งติดต่อไปยังเด็กอีกคนหนึ่งผ่านทางแผลหรือรอยบาดที่ผกผิดแผลไม่เรียบร้อยหรือผ่านทางน้ำลาย

ส่วนคนวัยผู้ใหญ่ส่วนมากที่เป็นโรคตับอักเสบบีสามารถกำจัดเชื้อไวรัสนี้ให้หายไปหมดได้ ตนวัยผู้ใหญ่นี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสมาจาก การมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสหรือผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีโดยการไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกันและการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสหรือผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี โรคตับอักเสบบี ติดต่อโดยการใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้ผื่น เช่น

  • แปรงสีฟัน
  • มีดโกน
  • หรือของใช้อื่นๆที่มีเลือดติดอยู่

การใช้อุปกรณ์สักที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธีหรือสะอาด หรือผ่านวิธีการรักษา แบบฝังเข็ม และคนเราไม่สามารถติดโรคตับอักเสบบีได้จาก การไอ การกอด แมลองกัดต่อย ให้ห้องน้ำร่วมกัน สระว่ายน้ำ เป็นต้น