หยุดพฤติกรรมกระตุ้นความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร? “ความดันโลหิตสูง” ไม่มีลักษณะอาการที่ตายตัวนัก แต่มันมักจะมาพร้อมกับโรคอื่น เช่น โรคหัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ไตวาย ตามัว เป็นต้น “ความดันโลหิตสูง” จะมีความอันตรายมากหากไม่รักษา และไม่ดูแลสุขภาพร่างกายให้ดี ไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อโรค และนำไปสู่โรคแทรกซ้อนมากมาย

สาเหตุของการมีความดันโลหิตสูงเกิดขึ้น เพราะอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต การเที่ยวโดยดื่มหนักหรือสูบบุหรี่หนัก หรือแม้กระทั่งการอยู่ในที่ที่มีการสูบบุหรี่ ซึ่งเราก็จะได้สูดดมควันเหล่านั้นเข้าไปด้วย จากสถิติพบว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงที่ช่วงอายุ 45 ปี ส่วนผู้หญิงจะพบในช่วงอายุ 65 ปีขึ้นไป จริงๆ แล้ว ภาวะความดันโลหิตสูงสามารถถูกส่งต่อผ่านทางพันธุกรรมได้อีกด้วย

สาเหตุที่ไปกระตุ้นความดันโลหิต
– ในผู้ที่มีกำลัง อ้วนลงพุง จะเกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นคือภาวะหลอดเลือดตีบแคบและไปกระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
– ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย ไม่ดูแลรักษาสุขภาพจนกลายโรคเบาหวาน จะยิ่งทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น ความดันโลหิตก็มีโอกาสสูงขึ้นได้อีก
– การสูบบุหรี่จะยิ่งทำให้อาการแย่ลงไปอีก เพราะสารเคมีในบุหรี่จะไปทำลายผนังหลอดเลือดแดงได้ เป็นสาเหตุให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
– การดื่มแอลกอฮอล์และความเครียด รวมถึงโรคเรื้อรังก็มีส่วนด้วยเช่นกัน
– การกิน เป็นอีกสาเหตุสำคัญ ที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ ได้แก่..
• วิตามินดี การรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีน้อยไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง
• อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำเข้าไปมากและเกิดภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราว
• อาหารที่มีโพแทสเซียมน้อยเกินไป ทำให้ไม่สามารถรักษาระดับของโซเดียมในเซลล์ได้ ทำให้เกิดภาวะโซเดียมเกินในเลือด

ตับต้องการการดูแลจาก Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

ตับต้องการการดูแลจาก Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ

ตับของเราเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมาก และยิ่งไปกว่านั้นตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ดังนั้นการบำรุงตับหรือดูแลตับจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดอีกด้วย หากเราเป็นโรคตับเราควรทำอย่างไรดี จะดูแลตนเองอย่างไร

วิธีการดูแลตัวเองหลังรู้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับตับ

ก่อนอื่นอธิบายถึงเรื่องของการค้นพบตับอักเสบบีนั้น เราสามารถพบได้ที่ของเหลวในผู้ติดเชื้อด้วยการตรวจจาก การตรวจเลือด น้ำอสุจิ และของเหลวในช่องคลอด และด้วยวิธีอื่นๆได้อีกหลายอย่าง การติดต่อด้วยวิธีการต่างๆนั้นเราเกิดจากที่ของเหลวในร่างกายของผู้ที่เป็นโรคผ่านเข้ามาในร่างกายของเราหรือคนอื่นๆ และถึงแม้ว่าของเหลวเหล่านั้นจะผ่านเข้ามาได้ปริมาณที่น้อยมากจนคนเรามองไม่เห็นก็ตาม แต่สำหรับเชื้อโรคนั้นก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสได้อย่างแน่นอน ยิ่งสำหรับบุคคลที่มีอายุน้อยมากเท่าไหร่ในตอนที่ได้รับเชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้นไปอีก ซึ่งการดูแลหลังจากนี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก

เมื่อไม่ทำการรักษาแบบต่อเนื่องจะทำให้โรคโตขึ้นไปด้วยหรือไม่

จากกรณีนี้แล้วส่วนใหญ่มักจะเป็นโรคเหล่านี้มาจากการคลอดบุตร เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มักจะติดต่อจากแม่ที่มีเชื้อนี้อยู่แล้วไปสู่ทารกของตน ซึ่งจะพบมากในประเทศที่กำลังพัฒนาในระหว่างช่วงของวัยเด็ก จากเด็กคนหนึ่งไปสู่เด็กอีกคนอาจจะเกิดขึ้นได้จากแผลต่างๆหรือจากทางน้ำลายก็เป็นได้

ส่วนบุคคลในวัยที่เป็นผู้ใหญ่หรือที่เรียกว่าโตๆนั้น ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคตับอักเสบบีได้ด้วยวิธีติดต่อกัน มาจาก การมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้ หรืออาจจะเป็นผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี โดยจากการไม่สวมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน หรืออาจจะเกิดขึ้นด้วยการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสหรือผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี

โรคตับอักเสบบี ติดต่อโดยการใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้อื่น เช่น

การใช้แปรงสีฟันร่วมกัน การใช้มีดโกน หรือการของใช้อื่นๆที่มีเลือดติดอยู่ การใช้อุปกรณ์สักที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธีหรือสะอาด หรือผ่านวิธีการรักษา แบบฝังเข็ม และคนเราไม่สามารถติดโรคตับอักเสบบีได้จาก การไอ การกอด แมลงกัดต่อย ให้ห้องน้ำร่วมกัน สระว่ายน้ำ เป็นต้น หากเรากลัวการเกิดโรคเกี่ยวกับตับ ก็ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควรออกกำลังกายบ้าง ที่สำคัญต้องทาน Artichoke สมุนไพรบำรุงตับ เพื่อเป็นการช่วยอีกทางหนึ่ง

กินได้ กินดี กินต้านมะเร็ง

แม้ว่าความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่เห็นได้อย่างแน่นอนจะเป็นในส่วนของเรื่อง “กรรมพันธุ์” เมื่อพบว่าในครอบครัว หรือแม้กระทั่งเครือญาติมีผู้เป็นโรคมะเร็ง เราก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งชนิดนั้น ทั้งนี้นอกเหนือจากกรรมพันธุ์ การใช้ชีวิต วิถีชีวิต และอาหารที่เรากินเข้าไปนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของโรค แต่รับรองได้ว่าหากเราได้ทานอาหารตามคำแนะนำของสำนักงานคณะกรรมการอาหาร และยา ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นซึ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

9 วิธี กินเพื่อ “ต้านมะเร็ง”

  1. รับประทานผักให้หลากสีเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางคุณค่าอาหารให้แก่ตัวเอง
  2. รับประทานผลไม้เป็นประจำ เพราะในผลไม้มีวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหารซึ่งจะช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย
  3. รับประทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือมีการขัดสีน้อย เพื่อให้คงคุณค่าทางโภชนาการไว้และคงเส้นใยจากธัญพืชซึ่งจะช่วยขับสารที่เป็นโทษต่อร่างกายออกไป และลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งทางเดินอาหาร และมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต เป็นต้น
  4. เพิ่มขั้นตอนในการทำอาหารโดยใช้เครื่องเทศให้มากขึ้น เพื่อให้ได้รับแร่ธาตุ วิตามิน และสารประกอบอื่นๆ เช่น พริกไทย พริกแห้ง ขิง ขมิ้น อบเชย ยี่หร่า ลูกผักชี กระวาน กานพลู เป็นต้น
  5. รับประทานน้ำผักผลไม้ เพื่อเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ (ทานพร้อมกากจะดีที่สุด)
  6. ปรุงอาหารให้ถูกวิธี เช่น ไม่ทำการปิ้งย่างอาหารประเภทเนื้อสัตว์จนไหม้เกรียม ไม่รับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด และไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันเลวจากพืช และจากสัตว์
  8. ลดการบริโภคเนื้อแดงเพราะมีไขมันอิ่มตัวสูง
  9. ลดการบริโภคอาหารหมักดอง เพราะอาจทำให้ได้รับโซเดียมมากเกินไป

การรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการข้างต้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง แต่สำหรับในผู้ที่เป็นโรคมะเร็งอยู่แล้ว รวมถึงคนที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคมะเร็ง (จากกรรมพันธุ์) ควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องร่วมด้วย

งดเหล้า ไม่หักดิบ ไม่เสี่ยง

ย่างเข้าสู่ช่วงเข้าพรรษามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เริ่มเห็นหลายคนจริงจังและเข้าร่วมกิจกรรม พักตับ งดเหล้าเข้าพรรษา โดยหลายคนใช้โอกาสนี้งดเหล้าเป็นประจำทุกปี และสิ่งที่น่ายินดีคือสามารถต่อยอดจากการงดเหล้า 3 เดือน เป็นเลิกดื่มเหล้าตลอดชีวิต
เป็นที่รู้กันว่า ตับ คืออวัยวะที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดื่มเหล้า แต่อาจารย์นายแพทย์ธีรยุทธ บอกว่า การดื่มเหล้าไม่ได้ส่งผลเสียกับตับเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงอวัยวะอื่น ๆ ด้วย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ มะเร็งหลอดอาหาร เป็นต้น

เมื่อช่วงปลายเดือนก่อน มีหลายสำนักข่าวนำเสนอข่าวการเสียชีวิตหรือผลกระทบที่เกิดจากการหักดิบ งดเหล้า วันนี้จะมาคลายข้อสงสัยและแนะนำถึงวิธีการ งดเหล้าอย่างปลอดภัย

อาจารย์นายแพทย์ธีรยุทธ อธิบายว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์สามารถแบ่งได้ เป็น 3 กลุ่ม คือ

1) ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ ผู้ที่นาน ๆ ครั้ง จะดื่มเหล้าหรือดื่มบ้างเล็กน้อย

2) ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง คือ ผู้ที่ดื่มเหล้าแล้วเกิดปัญหา เช่น เมาแล้วขับ

3) ผู้ที่มีภาวะติดแอลกอฮอล์ คือผู้ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ คนกลุ่มนี้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์

อาการขาดเหล้า
แอลกอฮอล์เป็นสารประเภทกดประสาท ทำให้ไปกดสมอง เมื่อหยุดดื่มทำให้สมองตื่น ระบบประสาทจะทำงานเยอะ ส่งผลให้มีอาการต่างๆ โดยอาการขาดเหล้าแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.อาการขาดเหล้าแบบธรรมดา จะมีอาการมือสั่น ใจสั่น วิตกกังวล คลื่นไส้อาเจียน หงุดหงิด กระสับกระส่าย เหงื่อแตก ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ มีอาการมากที่สุดในช่วง 2-3 วันแรก หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ ลดลงและหายไปเอง หากไม่กลับไปดื่มเหล้าอีก

2.อาการขาดเหล้าแบบรุนแรง จะมีอาการทางจิต เช่น หูแว่ว เห็นภาพหลอน หลงผิด ชัก บางรายมีอาการสมองสับสน เพ้อคลั่ง หงุดหงิดมาก กระสับกระส่ายอย่างมาก ไม่รับรู้วันเวลา สถานที่ และบุคคล สมองเสื่อมชั่วขณะ อาการดังกล่าวเป็นภาวะที่อันตรายมาก ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วน

วิธีการเลิกเหล้า
ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กล่าวว่า ช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาที่มีพลัง ทำให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ คนไทยประหยัดเงินได้ เวลาแห่งความสุขก็เพิ่มมากขึ้น อุบัติเหตุก็ลดลง แต่ระวังเรื่องการหักดิบ ถ้าคนที่ติดสุราหนัก ๆ แล้วเลิกทันทีก็อาจมีอันตรายได้ เพราะเหล้าไม่เหมือนบุหรี่ บุหรี่หักดิบได้ ถ้าเหล้าติดหนักๆ จะหักดิบไม่ได้ ต้องปรึกษาแพทย์ ดังนั้น จึงต้องเรียนรู้วิธีเลิกเหล้าที่ถูกต้อง เพราะแต่ละคนมีภาวะการดื่มแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกัน

แบบที่ 1 วิธีการเลิกเหล้า 9 ขั้นตอน หรือวิธีการหยุดดื่มด้วยตนเอง (หักดิบ) วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเหล้า โดยมีวิธีการดังนี้

กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าเลิกเหล้าเข้าพรรษา ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อใคร

ตั้งจิตอธิษฐานโดยใช้เจตนาอันแรงกล้า “จะเลิกเหล้า” กำหนดวันแล้วหยุดดื่มได้ทันที และเฝ้าระวังอาการขาดเหล้าของตนเอง (จริงๆ แล้ว ควรค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มให้น้อยลงไปเรื่อย ๆ ก่อนจะถึงกำหนดวันหยุดดื่มจริง เพื่อลดปัญหาอาการขาดเหล้า)

เตรียมคิดล่วงหน้า ทำอย่างไรให้ไม่นึกถึงเหล้าอีก และฝึกปฏิเสธ ว่าไม่ดื่มเหล้า

หากิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น เล่นดนตรี เล่นกีฬา พักผ่อนหย่อนใจกับครอบครัว

บอกคนที่คุณรัก และเพื่อนๆ ของคุณ ให้ทราบว่าคุณจะเลิกเหล้าและขอกำลังใจจากคนรอบข้าง

ลงมือทำเดี๋ยวนี้ คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องไม่ใช่คนรีรอ หรือรอเดี๋ยว การลงมือทำ เป็นจุดเริ่มต้นของการไปสู่เป้าหมายทันที

สร้างความสุขง่าย ๆ ด้วยตัวเอง เช่น ผ่อนคลายโดยการหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ยิ้มกว้าง ๆ หัวเราะดัง ๆ ฟังเพลงในสไตล์ที่ชอบ หรือร้องคาราโอเกะกับครอบครัวในบ้าน ตื่นแต่เช้ารดน้ำต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง แล้วยิ้มให้กับตัวเองว่า วันนี้จะเป็นอีกวันที่เรางดดื่มเหล้าได้ ไปตักบาตรหรือทำบุญสังฆทานร่วมกับครอบครัว เป็นต้น

ดูแลตนเองเป็นอย่างดีในช่วงหยุดดื่มเหล้า กล่าวคือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เลือกออกกำลังกายให้เหมาะกับวัย

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากมีความกังวลหรือพยายามเลิกแต่ไม่สำเร็จ สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสถานบำบัดจากทั่วประเทศ

แบบที่ 2 วิธีการเลิกเหล้าด้วยการใช้ยาบำบัด
การเลิกเหล้าด้วยการพบแพทย์ ถือเป็นวิธีที่ได้ผลดีมากกว่ากลุ่มดื่มแบบติด โดยสามารถไปขอคำปรึกษาเพื่อรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่มีจิตแพทย์ประจำอยู่ หรือติดต่อแผนกจิตเวช หรือคลินิกบำบัดสุราและยาเสพติดใกล้บ้าน

นับว่า ช่วงสามเดือนของการเข้าพรรษานี้เป็นฤกษ์งามยามดีในการที่จะหันกลับมาพักใจพักกายตัวเองโดยการหยุดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ให้ร่างกายและจิตใจได้พัก ถือเป็นจุดเริ่มต้นอันดีสำหรับคนที่จะหยุดเหล้าต่อไป เพราะการงดเหล้าเข้าพรรษา เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นมากมาย เช่น ได้เงินเก็บ ได้รักษาสุขภาพ ได้ความปลอดภัย และได้แสดงความรักกับคนรอบข้าง

ย้ำกันอีกครั้งว่า ในการงดเหล้า ผู้ที่ดื่มแบบนาน ๆ ครั้ง ตอนที่หยุดดื่มอาจไม่มีอาการอะไร คงไม่มีปัญหาในการหยุดดื่มเหล้าด้วยตนเอง ผู้ที่จำเป็นต้องพึ่งแพทย์ คือ ผู้ที่ดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน ดื่มหนัก ๆ มาเป็นปี ๆ ดื่มแทบทุกวัน ตอนที่หยุดดื่มด้วยตัวเองแล้วมีอาการไม่สบายตัวควรจะพึ่งแพทย์ จะได้ปลอดภัยและหักดิบแบบไม่เสี่ยง

รีเฟรชตัวเองให้สดชื่นตลอดเวลา

การอดนอน เป็นภัยร้ายต่อสุขภาพร่างกายอย่างมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายอดนอนเป็นเวลานาน ก็จะมีการส่งสัญญาณเตือนของโรคร้ายบางอย่างตามมา โดยอาจจะเริ่มต้นจากความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดหายใจขณะหลับ, อาการชักและความผิดปกติทางด้านการเคลื่อนไหว วันนี้เราจึงมีเทคนิคดีๆ มาฝากสำหรับผู้ที่อดนอนบ่อยๆ ว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพร่างกายที่แจ่มใสมากขึ้นแม้ว่าจะต้องอดนอน

1.ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นให้เพียงพอ
เมื่อใดก็ตามที่คุณจำเป็นต้องอดนอน มื้อเย็นของวันนั้นให้คุณรับประทานให้เต็มที่ โดยอาหารที่เหมาะสมสำหรับคุณในช่วงนี้ก็คือ อาหารประเภทที่ย่อยง่าย อุ่นร้อนเวลารับประทาน เช่น ข้าวต้ม, โจ๊ก, ซุปร้อน, ต้มยำ อาหารประเภทนี้จะช่วยให้คุณเกิดความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า มีพลังงานที่เพียงพอ และทำให้คุณพร้อมรบกับการอดนอนได้เป็นอย่างดี

2.ไม่ดื่มกาแฟหลังเที่ยงคืน
หลายคนที่จำเป็นต้องอดนอน มักจะเลือกวิธีทำให้ตาสว่างด้วยการดื่มกาแฟ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมนัก โดยเฉพาะการดื่มกาแฟหลังเที่ยงคืน เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวมากเกินไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องนอนจริงๆ ก็จะนอนไม่หลับ อีกทั้งยังเป็นผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร ระบบเผาผลาญอีกด้วย

3.อาบน้ำอุ่นหลังจากตื่นนอน
การอาบน้ำด้วยอุณหภูมิอุ่นๆ หลังจากตื่นนอน จะช่วยให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย ขจัดความอ่อนเพลีย ไม่สดชื่นออกไปได้ โดยวิธีการที่เหมาะสมก็คือ ให้เริ่มต้นด้วยอาบด้วยน้ำอุ่น จากนั้นตามด้วยน้ำเย็น จะทำให้ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่ามากกว่าเดิม

4.ตื่นนอนตามเวลาปกติ
ไม่ควรชดเชยร่างกายจากการอดนอนด้วยการตื่นสาย เพราะจะทำให้เกิดความเหนื่อยล้ามากขึ้นกว่าเดิม ผู้ที่อดนอนควรตื่นตามเวลาปกติ สมองจะเกิดการตื่นตัวอย่างเหมาะสม ทำให้ระบบฮอร์โมนต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้อย่างเป็นปกติมากยิ่งขึ้น

5.เสริมสร้างความกระปรี้กระเปร่าด้วยอาหาร
อาหารที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกายหลังจากอดนอน ประกอบไปด้วย ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซี เพราะวิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ปรับสภาพร่างกายที่อ่อนเพลียให้สดใส มีแรงมากกว่าเดิม

สำหรับใครที่จำเป็นต้องอดนอนเพื่อเคลียร์งาน หรือดูหนังดูซีรี่ส์จนดึกจนดื่น สามารถนำเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้เพื่อเยียวยาร่างกายให้กลับมามีสุขภาพที่สดใส แข็งแรง ห่างไกลโรคร้ายที่อาจจะมาเยือนได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ควรอดนอนบ่อยๆ เพราะจะเป็นทางลัดในการทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงได้เร็วกว่าเดิม ดังนั้นควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียง จะดีต่อสุขภาพของคุณมากที่สุด

ไขมันในเลือดสูงเสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง ?

สำหรับโรคภัยที่คนเรากลัวนักก็มักจะมีอยู่หลายโรคเหมือนกัน อย่างเช่น โรคมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นส่วนไหนของร่างกายก็ต้องบอกว่าสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น จึงทำให้โรคที่มีชื่ออยู่ในหมวดหมู่โรคร้ายน่ากลัวยิ่งขึ้นไป แต่ทว่าก็ไม่ได้บอกว่าโรคอื่นที่คนมองข้ามคิดว่าไม่ร้ายแรงจะไม่ร้ายแรงเพียงแค่บางคนไม่ใส่ใจเท่าไหร่จึงไม่พูดถึงความร้ายแรงของมัน อย่างเช่น ไขมันในเลือดสูง ถ้าหากเป็นก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายตามมาได้อย่างมากมาย ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้ามการดูแลตนเองทั้งสิ้น

คนเราเป็นโรคตับอักเสบได้อย่างไร

โรคตับอักเสบบีจะสามารถพบได้ในพวกของเหลวในร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อเป็นโรคตับอักเสบบี เช่น ในเลือด น้ำอสุจิ และของเหลวในช่องคลอด การที่คนเราจะสามารถติดโรคตับอักเสบบีได้นั้นเกิดจากที่ของเหลวในร่างกายของผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบบีผ่านเข้ามาในร่างกายของเราหรือคนอื่นๆ

ถึงแม้ว่าของเหลวนั้นจะผ่านเข้ามาน้อยมากจนคนเราแทบของไม่เห็น เชื้อโรคนั้นก็สมารถแพร่เชื้อไวรัสได้แน่นอน คนที่มีอายุน้อยมากเท่าไหร่ในตอนที่ได้รับเชื้อโรคตับอักเสบบีเข้าไปในร่างกาย จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นเท่านั้น

 โรคจะกลายเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้องรังเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

จากกรณีนี้ส่วนใหญ่เกิดเป็นโรคนี้จากการคลอด เชื้อไวรัสตัวนี้จะติดต่อจากแม่ที่เป็นโรคอยู่แล้วไปยังทารถที่พึ่งคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบประเทศที่กำลังพัฒนาในช่วงวัยเด็ก จากเด็กคนหนึ่งติดต่อไปยังเด็กอีกคนหนึ่งผ่านทางแผลหรือรอยบาดที่ผกผิดแผลไม่เรียบร้อยหรือผ่านทางน้ำลาย

ส่วนคนวัยผู้ใหญ่ส่วนมากที่เป็นโรคตับอักเสบบีสามารถกำจัดเชื้อไวรัสนี้ให้หายไปหมดได้ ตนวัยผู้ใหญ่นี้ส่วนใหญ่ติดเชื้อไวรัสมาจาก การมีเพศสัมพันธุ์กับผู้ที่มีเชื้อไวรัสหรือผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบีโดยการไม่สวมถุงยางอนามัยป้องกันและการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสหรือผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี โรคตับอักเสบบี ติดต่อโดยการใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้ผื่น เช่น

  • แปรงสีฟัน
  • มีดโกน
  • หรือของใช้อื่นๆที่มีเลือดติดอยู่

การใช้อุปกรณ์สักที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธีหรือสะอาด หรือผ่านวิธีการรักษา แบบฝังเข็ม และคนเราไม่สามารถติดโรคตับอักเสบบีได้จาก การไอ การกอด แมลองกัดต่อย ให้ห้องน้ำร่วมกัน สระว่ายน้ำ เป็นต้น

โรคที่มากับยุง ไข้เดงกี่ ไข้เลือดออกเดงกี่

ไข้เดงกี่ และไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue fever และ Dengue Hemorrhagic fever)

ไข้เดงกี่ และ ไข้เลือดออกเดงกี่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี สายพันธุ์ 2501 (Dengue virus 2501) โดยมียุงลาย เป็นพาหะนำโรค ยุงลายมีลักษณะสีขาวสลับดำ มีแหล่งเพาะพันธุ์คือ แหล่งน้ำขังที่ใสและนิ่ง พบชุกชุมมากในฤดูฝน ใช้เวลาฟักตัวจนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยประมาณ 9-12 วัน ยุงลายเป็นยุงที่ออกดูดเลือดตอนกลางวัน น้ำลายของยุงลายจะมีเชื้อไวรัสเดงกี่ปนเปื้อนอยู่ เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่กระแสเลือดของคนที่ถูกยุงลายกัดได้ พบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ โดยผู้ใหญ่มักจะมีอาการไม่รุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนพบน้อยกว่าเด็ก แต่เมื่อใดถ้าอาการเกิดรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้วมักจะพยากรณ์โรคเลว ร้ายกว่าผู้ป่วยเด็ก โดยเชื้อไวรัสจะทำให้มีอาการไข้สูง ถ้ามีไข้เพียงอย่างเดียวจะเรียกว่าไข้เดงกี่ แต่ถ้าตรวจเลือดพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเลือดออกง่ายและมีการรั่วของพลาสมา จะเรียกว่าไข้เลือดออกเดงกี่ ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกเดงกี่อาจมีน้อยมากคือมีไข้เพียงอย่าง เดียว หรืออาจรุนแรงมากจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนป้องกันไวรัสนี้ การรักษาจึงเน้นที่อาการและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้

การติดต่อ

เกิด จากยุงลาย (Aedes aegypti ) โดยยุงลายตัวเมียจะดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ช่วงที่มีไข้สูง ซึ่งจะมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด และเชื้อจะเพิ่มจำนวนในยุงนาน 8-10 วัน จากนั้นเชื้อจะไปสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงลายกัดคนจะมีน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ปนออกมาด้วย ทำให้สามารถแพร่เชื้อให้คนที่ถูกกัดคนต่อไปได้ อายุขัยยุงลายชนิดนี้ประมาณ 30-45 วัน

อาการของโรคไข้เดงกี่ และ ไข้เลือดออกเดงกี่

เมื่อ ถูกยุงลายกัด เชื้อไวรัสจะใช้เวลาฟักตัวนาน 5-8 วันจึงจะเริ่มออกอาการ ช่วงแรกจะเป็นระยะไข้ ประมาณ 2-8 วัน โดยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดตามร่างกาย มักไม่มีน้ำมูกหรือไอ อาจรู้สึกเบื่ออาหาร ปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวา อาเจียน โดยเฉลี่ยอาการไข้จะอยู่ประมาณ 4-6 วันแล้วไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 จะเกิดภาวะรั่วของสารน้ำในเลือด (พลาสมา)ออกจากเส้นเลือด จนทำให้เกิดภาวะช็อกได้ในระยะนี้ ในขณะที่ผู้ป่วยอีกประมาณ 2 ใน 3 ไม่เกิดภาวะดังกล่าว หลังจากนั้นถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนก็จะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว โดยอาการต่างๆ จะค่อยๆ ทุเลาลง ชีพจรเต้นช้าลงสู่ภาวะปกติ ไม่มีการรั่วของพลาสมา ปริมาณปัสสาวะออกมากขึ้น ผู้ป่วยเริ่มมีความอยากรับประทานอาหาร และมักมีผื่นเป็นวงเล็กๆ ตามผิวหนัง โดยรวมระยะเวลาทั้งหมดของอาการไข้เลือดออกเดงกี่ประมาณ 7-10 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน

สำหรับอาการของโรคไข้เลือดออกเดงกี่ จะมีอาการได้ ดังนี้

1. ไข้สูง มักมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า38.5 องศาเซลเซียส ไข้สูงเฉียบพลันและสูงลอยนาน 2-7 วัน
2. ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดกระดูก
3. อาจพบอาการเลือดออกง่าย มีจุดเลือดออกขึ้นตามตัว เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ ผู้ป่วยเพศหญิงอาจมีประจำเดือนออกมากผิดปกติ หรือมีรอยจุดแดงตามผิวหนังบริเวณที่มีการกดทับ
4. อาเจียน ปวดท้องมาก
5. อาจเกิดภาวะช็อก ปลายมือปลายเท้าเย็น เหงื่อออกตัวเย็น ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะ 4-6 ชั่วโมง ระดับการรับรู้สติสัมปชัญญะลดลง ผู้ป่วยเด็กเล็กอาจจะมีอาการร้องกวน กระสับกระส่าย

โดยสรุป การติดเชื้อไวรัสเดงกี สามารถแบ่งกลุ่มอาการตามความรุนแรง ได้เป็น

1. กลุ่มอาการไวรัส คือ มีแต่อาการไข้ 2-3 วัน มีผื่นแดงเล็กน้อย
2. ไข้เดงกี่ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ เมื่อยตัว หรือ ปวดกล้ามเนื้อมาก ปวดกระดูก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
3. ไข้เลือดออกเดงกี่ มีไข้สูงลอย เลือดออก ตับโต มีการรั่วของพลาสมาออกจากเส้นเลือด
4. ไข้เลือดออกเดงกี่ช็อก คือมีภาวะช็อกร่วมด้วย

การปฏิบัติตัวเมื่อป่วยเป็นโรคไข้เดงกี่ หรือ โรคไข้เลือดออกเดงกี่

1. ในช่วงที่มีไข้สูง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพราะการดื่มน้ำเปล่าจะทำให้ระดับเกลือแร่ในเลือดเสียสมดุลได้
2. ลดไข้ ด้วยการเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาลดไข้ แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล และรับประทานปริมาณยาตามที่แพทย์แนะนำ ไม่เกินวันละ 8 เม็ด เพราะถ้ามากเกินไปจะทำให้ตับอักเสบได้
3. หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกอย่างรุนแรง หรือการเคี้ยวอาหารที่แข็ง จนกว่าจะไม่มีอาการประมาณ 3-5 วัน เพราะอาจยังมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ ทำให้มีเลือดออกง่าย
4. ถ้าคนใกล้ชิดมีไข้สูง แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจอาการ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นไข้เลือดออกเช่นเดียวกัน
5. ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจเกิดผลเสียได้มากเช่น ยาทำให้ตับอักเสบมากขึ้น หรือเกิดแผลในกระเพาะอาหารจนทำให้เลือดออกในช่องท้อง

การป้องกันการติดเชื้อ

1. พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด เช่น ทายากันยุง กางมุ้ง ติดมุ้งลวด หรือใช้อุปกรณ์ดักจับยุง
2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเฉพาะภาชนะที่มีน้ำขังควรเทน้ำทิ้งหรือหาฝาปิดภาชนะให้มิดชิดเพื่อไม่ให้ ยุงลายสามารถวางไข่ได้ และควรกำจัดลูกน้ำยุงลายบริเวณที่อยู่อาศัย (ภายในระยะรัศมี 50 เมตร)

อาการที่ควรไปพบแพทย์

1. ไข้ขึ้นและมีอาการแย่ลงมาก
2. มีเลือดออกผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังตามตัว มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ หรือมีประจำเดือนออกมากผิดปกติ
3. อาเจียนมาก ปวดท้องมาก
4. ซึมลง ไม่ดื่มน้ำ หรือบางรายอาจกระหายน้ำมากกว่าปกติ
5. มีอาการช็อก ได้แก่ ปลายมือปลายเท้าเย็น เหงื่อออกตัวเย็น ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะในช่วงเวลา 4-6 ชั่วโมง ระดับสติสัมปชัญญะการรับรู้น้อยลง ในเด็กเล็กจะมีอาการร้องกวน กระสับกระส่าย
6. ภาวะเลือดออกมาก ได้แก่ อาเจียนเป็นเลือด/ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ มีประจำเดือนออกมากผิดปกติ หรือมีเลือดออกของอวัยวะภายใน
7. ภาวะน้ำเกินจะมีอาการบวม แน่นหน้าอก หายใจเร็วเหนื่อยหอบ แน่นท้อง เนื่องจากมีน้ำท่วมปอด มีน้ำในช่องท้อง
8. อาการทางระบบประสาท ชักเกร็ง มีการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกตัว เอะอะโวยวาย สับสน ซึมมาก ไม่รู้สึกตัว (พบได้ไม่บ่อย)

สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเดงกี่

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเด็กมีโอกาสเสียชิวิตจากโรค ไข้เลือดออกเดงกี่ได้มากกว่าผู้ใหญ่ ร้อยละ 62.5 เสียชีวิตจากภาวะช็อกนาน และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกมาก นอกจากนี้พบว่าร้อยละ 37.5 เกิดจากภาวะน้ำเกิน และอีกร้อยละ 12.5 หรือ 1 ใน 8 ของผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิตจากอาการทางระบบประสาทเช่น ชัก สมองบวม ฯลฯ

วิ่งแล้วน่องใหญ่ จริงหรือ?

อยากวิ่งลดน้ำหนักแต่กลัวน่องใหญ่ ! ไหนมาไขคำตอบให้รู้กันไปข้าง วิ่งแล้วน่องใหญ่ขึ้นจริงหรือไม่ ใช่หรือมั่ว !

วิ่งแล้วน่องใหญ่ขึ้น…นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงเรากลัวนักหนาว่าการวิ่งออกกำลังกายจะมีขอ­­­งแถมเป็นน่องโต ปูด ๆ ดูไม่สวยงาม เพราะถ้าน่องโตขึ้นนี่ลดให้ลงยากกว่าน้ำหนักตัวซะอีก มาเคลียร์กันเลยดีกว่าว่า วิ่งลดน้ำหนักแล้วทำให้น่องใหญ่ขึ้นจริงหรือ

น่องใหญ่อยู่แล้วหรือไม่ เช็กให้ชัวร์ก่อนดีกว่า

  • ก่อนที่เราจะโทษว่าการวิ่งทำให้เราน่องใหญ่ขึ้นนั้น เราควรเช็กให้แน่ใจซะก่อนว่า น่องของเราเป็นแบบไหน มีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันหรือไม่ เพื่อที่ว่าเราจะได้เลือกบริหารได้อย่างถูกต้องนั่นเอง วิธีง่าย ๆ เช็กให้ชัวร์อยู่เพียงประการเดียว นั่นคือ ลองจับน่องของตัวเองดู
  • หากพบว่าเป็นน่องนิ่ม ๆ เนื้อเหลว ก็หมายถึงว่า น่องของเรามีไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ ถ้าเราวิ่งออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ นั้น ไขมันส่วนนี้จะลดลง ไม่มีทางเป็นกล้ามเนื้อแน่นอน แต่กรณีที่จับดูแล้วพบว่าน่องแข็งเล็กน้อย แสดงว่า น่องของเรามีกล้ามเนื้อพอสมควร มีไขมันน้อยมาก หากวิ่งออกกำลังกายไปเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อส่วนนี้จะยิ่งกระชับ และแข็งขึ้น

วิ่งแล้วน่องใหญ่ ทำไงดี

  • สำหรับข้อสงสัยของสาว ๆ ที่ว่า วิ่งแล้วน่องใหญ่ขึ้นนั้น ทางด้านแพทย์หญิงเสาวนิตย์ กมลธรรม ได้มีคำอธิบายมาฝากสาว ๆ อย่างชัดเจนเลยว่า ตามหลักของวิทยาศาสตร์การกีฬาแล้ว การออกกำลังใด ๆ ที่ไม่ได้ใช้แรงกล้ามเนื้ออย่างเต็มที่ จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่งออกกำลังกายนั้น เป็นแค่การใช้งานกล้ามเนื้อทีละน้อยแต่บ่อย ๆ นาน ๆ ถือเป็นการฝึกความอดทนของกล้ามเนื้อ ช่วยเผาผลาญไขมันที่ติดอยู่กับบริเวณกล้ามเนื้อน่อง จึงไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้น่องโตขึ้น เว้นเสียแต่ว่า สาว ๆ ไปออกกำลังแบบที่ต้องใช้แรงกล้ามเนื้อหนักมาก เช่น การยกน้ำหนัก หรือเล่นเวท ปั่นจักรยานระยะไกล
  • สำหรับกรณีที่คนมีความรู้สึกว่าน่องโตในช่วงวิ่งออกกำลังในระยะ­แรก­นั้น ขอให้รู้ไว้ว่าเป็นเรื่องปกติของกล้ามเนื้อที่จะมีการเกร็งตัวข­­­ึ้น เวลาเราจับดูจะรู้สึกเหมือนว่าน่องโตขึ้น ซึ่งหากเรายังคงวิ่งออกกำลังกายเหมือนเดิมต่อไป กล้ามเนื้อจะค่อย ๆ เข้ารูปเรียวสวยเอง

วิ่งอย่างไร ดีต่อกล้ามเนื้อน่อง

  • การวิ่งด้วยท่าทางที่ถูกต้องนั้นสำคัญต่อกล้ามเนื้อน่องอย่างมา­­­ก เพราะจะช่วยลดอาการเกร็งปวดของกล้ามเนื้อน่องได้ เป็นถนอมกล้ามเนื้อบริเวณน่องไม่ให้ได้รับบาดเจ็บด้วย

หลักปฏิบัติ 4 ข้อง่าย ๆ มีดังนี้

* ควรวอร์มอัพก่อนทุกครั้งประมาณ 10-20 นาที ยืดหยุ่นร่างกายให้พร้อมสำหรับการวิ่ง

* หากวิ่งออกกำลังกายตลอดทั้ง 7 วัน ควรเว้นสัก 1 วันเพื่อให้กล้ามเนื้อได้หยุดพักบ้าง

* ควรวิ่งเหยาะ ๆ ช้า ๆ บนทางเรียบ หากร่างกายชินกับการวิ่งแล้ว ค่อย ๆ เพิ่มระยะทางการวิ่งให้เร็วขึ้น นานขึ้น ที่สำคัญคือ ต้องไม่ลงน้ำหนักทั้งหมดไปที่เท้ามากเกินไปขณะวิ่ง ควรใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนช่วยส่งตัวด้วย

* ควรวิ่งช้า ๆ อย่างต่อเนื่องให้นาน 30-60 นาที จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่แบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ไม่เกิดอาการปวดขาและน่อง ที่จะก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้อน่องเกร็งตัวจนดูเหมือนใหญ่ขึ้น­

สาวน่องใหญ่ อยากน่องเรียว ทำตามนี้เลย !

  • นอกเหนือจากวิธีการวิ่งเฟิร์มกล้ามเนื้อน่องแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สาว ๆ อยากน่องเล็กควรใส่ใจให้ดีด้วยนะคะ ดังนี้

ใส่ใจเรื่องรองเท้าที่สวมเป็นประจำทุกวัน

  • ควรงดใส่ส้นสูง หลีกเลี่ยงรองเท้าที่ใส่แล้วทำให้ต้องเดินในลักษณะยกส้น หันมาเลือกสวมรองเท้าที่ใส่เดินแล้วสบาย สามารถลงน้ำหนักได้เต็มเท้าแทนดีกว่าค่ะ

หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านกล้ามเนื้อ

  • การใช้เครื่อง Step machine การออกกำลังกายเน้นใช้การปีนป่าย การปั่นจักรยานด้วยการใช้เกียร์หนัก เพราะการออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงต้านกล้ามเนื้อ จะยิ่งไปเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อน่องให้มากขึ้นไปอีก ทำให้น่องใหญ่ขึ้น

เน้นการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ

  • สาว ๆ ที่ต้องการจะออกกำลังกายเพื่อเบิร์นไขมันที่น่องออกไปนั้น ควรเน้นออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง แอโรบิค ต่อยมวย และเดินเร็ว นอกจากนี้แล้วยังต้องควบคู่ไปกับการกินอาหารเน้นไฟเบอร์ ลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนอีกด้วย

ยืดกล้ามเนื้อด้วยท่าโยคะ หรือพิลาทิส

  • ท่าบริหารเหล่านี้ เน้นการยืดกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยปรับสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ร่างกายกำจัดของเสียออกมาในรูปเหงื่อได้ดี หากทำเป็นประจำจะช่วยกระชับสัดส่วนได้อีกด้วย

โรคยอดฮิตในเด็ก โรคมือเท้าปาก

ผศ. นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สาเหตุและอาการ

โรคมือเท้าปากเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อ Enterovirus

เด็กที่ป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก ส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากอาการไข้ ซึ่งอาจจะไข้ต่ำหรือไข้สูงก็ได้

และจะมีแผลในปาก มีผื่นที่มือที่เท้า

ส่วนใหญ่แผลในปากเราพบได้หลายตำแหน่ง ตั้งแต่บริเวณของเพดานแข็งเพดานอ่อนหรือบางคนก็พบที่กระพุ้งแก้มหรือที่ลิ้นได้ บางคนเป็นเยอะก็จะลามออกมาที่ริมฝีปากหรือรอบ ๆ ริมฝีปากเลยก็มี

ส่วนผื่นที่มือที่เท้า ส่วนใหญ่จะเป็นตุ่มแดง ๆ หรือบางครั้งก็เป็นตุ่มน้ำใสได้ บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้า ง่ามนิ้วมือนิ้วเท้า เป็นต้น

บางคนเป็นแผลเยอะ และทำให้เขาเจ็บปากมาก รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ ถ้าเกิดว่าเขามีอาการเพลียมาก รับประทานอาหารไม่ได้ พวกนี้ก็คงต้องมาโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือเข้าทางเส้นเลือด ช่วยประคับประคองไป จนกว่าอาการจะดีขึ้น รับประทานได้ดีขึ้นก็กลับบ้าน

 

 

ภาวะแทรกซ้อน

ส่วนใหญ่มักจะหายได้เองภายใน 5-7 วัน แต่ขณะเดียวกันคือ ภาวะแทรกซ้อนก็พบได้ อันที่รุนแรงที่สุด เราเรียกว่าเป็นก้านสมองอักเสบ ซึ่งพบได้น้อยมาก ๆ 1-5 รายต่อปี แล้วก็มีโอกาสเสียชีวิตที่สูง พ่อแม่ต้องสังเกตให้ดีว่าเด็กมีอาการที่น่ากังวลไหม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขามีอาการซึมลง หายใจหอบ หายใจเร็ว มีอาการชัก เกร็ง หมดสติ หรือมือสั่น ขาสั่น เดินเซ ถ้ามีอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรจะต้องรีบพากลับมาพบแพทย์

การแพร่เชื้อและวิธีป้องกัน

ระยะแพร่เชื้อเริ่มได้ตั้งแต่เขามีอาการ ตอนนี้ก็จะเริ่มมีเชื้อออกมาทางน้ำลาย แล้วก็อุจจาระแล้ว

แล้วก็สามารถที่จะแพร่ไปได้ จนกระทั่ง ถึงแม้ว่าโรคจะหายดีแล้ว เช่น ประมาณสัปดาห์หนึ่งหลังจากโรคหายแล้ว

เรายังสามารถตรวจพบเชื้อในอุจจาระได้อีกเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ระยะที่แพร่เชื้อได้มาก ๆ ก็คือช่วงที่มีอาการ คือประมาณภายใน 7 วันแรก หลังจากเริ่มมีอาการ

การรักษาโรคนี้ โดยทั่วไปก็จะเป็นการรักษาตามอาการ ถ้ามีไข้ก็ให้กินยาลดไข้ เช็ดตัวลดไข้ไป

หรือถ้ามีอาการคัน ก็อาจจะกินยาแก้แพ้ แก้คันได้

 

ปัจจุบันเรายังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปากโดยเฉพาะ แต่ว่าการป้องกันทำได้หลายอย่าง

อันที่ดีที่สุดก็คือ หยุดการแพร่กระจายของเชื้อ เพราะฉะนั้น ถ้ามีใครไม่สบายก็ต้องหยุดเรียน จะได้ลดการแพร่กระจาย โรคนี้เกิดจากการไปสัมผัสสิ่งที่ปนเปื้อนกับน้ำลายหรืออุจจาระ แล้วก็ไม่ทันระวัง ก็สัมผัสเข้ามา รับประทานเข้ามา แล้วก็ทำให้เราได้รับเชื้อนี้เข้าไป เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะป้องกันได้ดีที่สุด ก็คือการดูแลสุขอนามัยให้ถูกต้อง ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะตอนก่อนและหลังรับประทานอาหาร หรือว่าหลังจากเข้าห้องน้ำ เป็นต้น สิ่งพวกนี้ ถ้าเราสอนให้เด็กมีสุขอนามัยเหล่านี้ที่ดีขึ้น ก็จะป้องกันโรคได้มากขึ้นนะครับ