โรคที่มากับยุง ไข้เดงกี่ ไข้เลือดออกเดงกี่

ไข้เดงกี่ และไข้เลือดออกเดงกี่ (Dengue fever และ Dengue Hemorrhagic fever)

ไข้เดงกี่ และ ไข้เลือดออกเดงกี่ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี สายพันธุ์ 2501 (Dengue virus 2501) โดยมียุงลาย เป็นพาหะนำโรค ยุงลายมีลักษณะสีขาวสลับดำ มีแหล่งเพาะพันธุ์คือ แหล่งน้ำขังที่ใสและนิ่ง พบชุกชุมมากในฤดูฝน ใช้เวลาฟักตัวจนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยประมาณ 9-12 วัน ยุงลายเป็นยุงที่ออกดูดเลือดตอนกลางวัน น้ำลายของยุงลายจะมีเชื้อไวรัสเดงกี่ปนเปื้อนอยู่ เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่กระแสเลือดของคนที่ถูกยุงลายกัดได้ พบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ โดยผู้ใหญ่มักจะมีอาการไม่รุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนพบน้อยกว่าเด็ก แต่เมื่อใดถ้าอาการเกิดรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้วมักจะพยากรณ์โรคเลว ร้ายกว่าผู้ป่วยเด็ก โดยเชื้อไวรัสจะทำให้มีอาการไข้สูง ถ้ามีไข้เพียงอย่างเดียวจะเรียกว่าไข้เดงกี่ แต่ถ้าตรวจเลือดพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเลือดออกง่ายและมีการรั่วของพลาสมา จะเรียกว่าไข้เลือดออกเดงกี่ ทั้งนี้ความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกเดงกี่อาจมีน้อยมากคือมีไข้เพียงอย่าง เดียว หรืออาจรุนแรงมากจนเกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้ ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนป้องกันไวรัสนี้ การรักษาจึงเน้นที่อาการและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคนี้

การติดต่อ

เกิด จากยุงลาย (Aedes aegypti ) โดยยุงลายตัวเมียจะดูดเลือดของผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ช่วงที่มีไข้สูง ซึ่งจะมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด และเชื้อจะเพิ่มจำนวนในยุงนาน 8-10 วัน จากนั้นเชื้อจะไปสะสมอยู่ที่ต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงลายกัดคนจะมีน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่ปนออกมาด้วย ทำให้สามารถแพร่เชื้อให้คนที่ถูกกัดคนต่อไปได้ อายุขัยยุงลายชนิดนี้ประมาณ 30-45 วัน

อาการของโรคไข้เดงกี่ และ ไข้เลือดออกเดงกี่

เมื่อ ถูกยุงลายกัด เชื้อไวรัสจะใช้เวลาฟักตัวนาน 5-8 วันจึงจะเริ่มออกอาการ ช่วงแรกจะเป็นระยะไข้ ประมาณ 2-8 วัน โดยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดตามร่างกาย มักไม่มีน้ำมูกหรือไอ อาจรู้สึกเบื่ออาหาร ปวดท้องบริเวณชายโครงด้านขวา อาเจียน โดยเฉลี่ยอาการไข้จะอยู่ประมาณ 4-6 วันแล้วไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยประมาณ 1 ใน 3 จะเกิดภาวะรั่วของสารน้ำในเลือด (พลาสมา)ออกจากเส้นเลือด จนทำให้เกิดภาวะช็อกได้ในระยะนี้ ในขณะที่ผู้ป่วยอีกประมาณ 2 ใน 3 ไม่เกิดภาวะดังกล่าว หลังจากนั้นถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนก็จะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว โดยอาการต่างๆ จะค่อยๆ ทุเลาลง ชีพจรเต้นช้าลงสู่ภาวะปกติ ไม่มีการรั่วของพลาสมา ปริมาณปัสสาวะออกมากขึ้น ผู้ป่วยเริ่มมีความอยากรับประทานอาหาร และมักมีผื่นเป็นวงเล็กๆ ตามผิวหนัง โดยรวมระยะเวลาทั้งหมดของอาการไข้เลือดออกเดงกี่ประมาณ 7-10 วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อน

สำหรับอาการของโรคไข้เลือดออกเดงกี่ จะมีอาการได้ ดังนี้

1. ไข้สูง มักมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า38.5 องศาเซลเซียส ไข้สูงเฉียบพลันและสูงลอยนาน 2-7 วัน
2. ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดกระดูก
3. อาจพบอาการเลือดออกง่าย มีจุดเลือดออกขึ้นตามตัว เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ ผู้ป่วยเพศหญิงอาจมีประจำเดือนออกมากผิดปกติ หรือมีรอยจุดแดงตามผิวหนังบริเวณที่มีการกดทับ
4. อาเจียน ปวดท้องมาก
5. อาจเกิดภาวะช็อก ปลายมือปลายเท้าเย็น เหงื่อออกตัวเย็น ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะ 4-6 ชั่วโมง ระดับการรับรู้สติสัมปชัญญะลดลง ผู้ป่วยเด็กเล็กอาจจะมีอาการร้องกวน กระสับกระส่าย

โดยสรุป การติดเชื้อไวรัสเดงกี สามารถแบ่งกลุ่มอาการตามความรุนแรง ได้เป็น

1. กลุ่มอาการไวรัส คือ มีแต่อาการไข้ 2-3 วัน มีผื่นแดงเล็กน้อย
2. ไข้เดงกี่ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ เมื่อยตัว หรือ ปวดกล้ามเนื้อมาก ปวดกระดูก มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
3. ไข้เลือดออกเดงกี่ มีไข้สูงลอย เลือดออก ตับโต มีการรั่วของพลาสมาออกจากเส้นเลือด
4. ไข้เลือดออกเดงกี่ช็อก คือมีภาวะช็อกร่วมด้วย

การปฏิบัติตัวเมื่อป่วยเป็นโรคไข้เดงกี่ หรือ โรคไข้เลือดออกเดงกี่

1. ในช่วงที่มีไข้สูง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพราะการดื่มน้ำเปล่าจะทำให้ระดับเกลือแร่ในเลือดเสียสมดุลได้
2. ลดไข้ ด้วยการเช็ดตัวบ่อยๆ และรับประทานยาลดไข้ แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล และรับประทานปริมาณยาตามที่แพทย์แนะนำ ไม่เกินวันละ 8 เม็ด เพราะถ้ามากเกินไปจะทำให้ตับอักเสบได้
3. หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทกอย่างรุนแรง หรือการเคี้ยวอาหารที่แข็ง จนกว่าจะไม่มีอาการประมาณ 3-5 วัน เพราะอาจยังมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำกว่าปกติ ทำให้มีเลือดออกง่าย
4. ถ้าคนใกล้ชิดมีไข้สูง แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจอาการ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นไข้เลือดออกเช่นเดียวกัน
5. ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจเกิดผลเสียได้มากเช่น ยาทำให้ตับอักเสบมากขึ้น หรือเกิดแผลในกระเพาะอาหารจนทำให้เลือดออกในช่องท้อง

การป้องกันการติดเชื้อ

1. พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด เช่น ทายากันยุง กางมุ้ง ติดมุ้งลวด หรือใช้อุปกรณ์ดักจับยุง
2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเฉพาะภาชนะที่มีน้ำขังควรเทน้ำทิ้งหรือหาฝาปิดภาชนะให้มิดชิดเพื่อไม่ให้ ยุงลายสามารถวางไข่ได้ และควรกำจัดลูกน้ำยุงลายบริเวณที่อยู่อาศัย (ภายในระยะรัศมี 50 เมตร)

อาการที่ควรไปพบแพทย์

1. ไข้ขึ้นและมีอาการแย่ลงมาก
2. มีเลือดออกผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออกบริเวณผิวหนังตามตัว มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ หรือมีประจำเดือนออกมากผิดปกติ
3. อาเจียนมาก ปวดท้องมาก
4. ซึมลง ไม่ดื่มน้ำ หรือบางรายอาจกระหายน้ำมากกว่าปกติ
5. มีอาการช็อก ได้แก่ ปลายมือปลายเท้าเย็น เหงื่อออกตัวเย็น ปัสสาวะน้อยลงหรือไม่ปัสสาวะในช่วงเวลา 4-6 ชั่วโมง ระดับสติสัมปชัญญะการรับรู้น้อยลง ในเด็กเล็กจะมีอาการร้องกวน กระสับกระส่าย
6. ภาวะเลือดออกมาก ได้แก่ อาเจียนเป็นเลือด/ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดหรือสีดำ มีประจำเดือนออกมากผิดปกติ หรือมีเลือดออกของอวัยวะภายใน
7. ภาวะน้ำเกินจะมีอาการบวม แน่นหน้าอก หายใจเร็วเหนื่อยหอบ แน่นท้อง เนื่องจากมีน้ำท่วมปอด มีน้ำในช่องท้อง
8. อาการทางระบบประสาท ชักเกร็ง มีการเปลี่ยนแปลงความรู้สึกตัว เอะอะโวยวาย สับสน ซึมมาก ไม่รู้สึกตัว (พบได้ไม่บ่อย)

สาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเดงกี่

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยเด็กมีโอกาสเสียชิวิตจากโรค ไข้เลือดออกเดงกี่ได้มากกว่าผู้ใหญ่ ร้อยละ 62.5 เสียชีวิตจากภาวะช็อกนาน และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเสียชีวิตจากภาวะเลือดออกมาก นอกจากนี้พบว่าร้อยละ 37.5 เกิดจากภาวะน้ำเกิน และอีกร้อยละ 12.5 หรือ 1 ใน 8 ของผู้ป่วยโรคนี้เสียชีวิตจากอาการทางระบบประสาทเช่น ชัก สมองบวม ฯลฯ